ทรัพยากรชีวภาพสัตว์

ผีเสื้อ

ชื่อท้องถิ่น:ผีเสื้อ
ชื่อสามัญ:-
ชื่อวิทยาศาสตร์:-
ชื่อวงศ์:-
ประเภทสัตว์:สัตว์ปีก
ลักษณะสัตว์:
ผีเสื้อ เป็นแมลงทุกชนิดในอันดับเลพิดอปเทรา (Lepidoptera) มีวงชีวิตเริ่มแรกตั้งแต่ระยะไข่ ระยะหนอน ระยะดักแด้ ตราบจนระยะการเปลี่ยนสัณฐานเข้าสู่ระยะการโตเต็มวัยที่มีปีกหลากสีต้องตาผู้คน ในทางกีฏวิทยาการจัดจำแนกแมลงกลุ่มนี้จะใช้เส้นปีกในการจัดจำแนก

ลักษณะของผีเสื้อ
 

ผีเสื้อประกอบด้วยลำตัวที่ไม่มีโครงกระดูกภายในเช่นเดียวกับแมลงอื่น ๆ แต่มีเปลือกนอกแข็งเป็นสารจำพวกไคติน (chitin) ห่อหุ้มร่างกาย ภายในเปลือกแข็งเป็นที่ยึดของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนที่ลำตัวของผีเสื้อแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ  ส่วนหัว  ส่วนอก  และส่วนท้อง  ทั้ง 3 ส่วนประกอบด้วยวงแหวนหลาย ๆ วงเรียงต่อกัน  เชื่อมยึดด้วยเยื่อบาง ๆ เพื่อให้การเคลื่อนไหวได้สะดวกวงแหวนที่เชื่อมต่อกันเป็นลำตัวของผีเสื้อมีทั้งหมด 14 ปล้อง แบ่งออกเป็นส่วนหัว 1 ปล้อง ส่วนอก 3 ปล้อง และส่วนท้อง 10 ปล้อง
ปีก ผีเสื้อมีปีก 2 คู่ ไม่มีปีกนอกปีกในปีกคู่หน้าจะซ้อนทับปีกคู่หลังบางส่วน ปีกของผีเสื้อเป็นเยื้อบาง ๆ ประกบกัน มีเส้นปีกเป็นโครงร่างให้ปีกคงรูปอยู่ได้  เส้นปีกของผีเสื้อจึงเปรียบได้กับโครงกระดูกของสัตว์ปีกชนิดอื่น ๆ  ผีเสื้อส่วนใหญ่จะมีเส้นปีกในปีกคู่หน้า 12 เส้น ปีกคู่หลัง 9 เส้น การจัดเรียงกันของเส้นปีกเป็นลักษณะสำคัญอย่างหนึ่ง ในการจำแนกชนิด สกุล และวงศ์ของผีเสื้อ
ตารวม (Compound  eye)  ประกอบด้วยตาเล็ก ๆ หลายพันตา ทำหน้าที่รับภาพที่เคลื่อนไหว  มีประสิทธิภาพการมองเห็นสูง
ตาเดียว (Simple eye) สันนิฐานว่ามีไว้เพื่อรับรู้ความมืดและความสว่าง
หนวด มีหน้าที่ในการดมกลิ่น
ท่องวง (proboscis) ใช้สำหรับดูดกินอาหารที่เป็นของเหลว เช่น น้ำ  น้ำหวาน  เวลาที่ไม่ได้กินอาหาร งวงนี้จะม้วนเก็บเป็นวงกลมคล้ายขดของลานนาฬิกา
ขา  มีลักษณะเป็นข้อๆ แบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ ข้อโคนขา ข้อต่อโคนขา ต้นขา และตีน  ตีนแบ่งเป็น 5 ข้อ มีเล็บ 1-2 คู่ ที่ปลายตีน
ส่วนอก ประกอบด้วยปล้อง 3 ปล้องเรียงต่อกัน รอยต่อระหว่างปล้องมองเห็นได้ไม่ชัดเจนนัก เนื่องจากมีเกล็ดสีปกคลุม แต่ละปล้องมีขา 1 คู่ ปีกคู่หน้าติดอยู่กับอกปล้องที่  2 ปีกคู่หลังติดอยู่กับอกปล้องที่ 3 (ปล้องที่ติดกับส่วนท้อง)
อวัยวะเพศ มีรูปร่างลักษณะ ที่แตกต่างกันไปตามชนิดของผีเสื้อ ในธรรมชาติผีเสื้อชนิดเดียวกันเท่านั้นจึงจะผสมพันธุ์กันได้ไม่มีการผสมข้ามพันธุ์กน แต่ถ้ามีก็น้อยมาก อวัยวะเพศของผีเสื้อโดยเฉพาะเพศผู้จึงสามารถใช้ในการจำแนกชนิด
ปริมาณที่พบ:น้อย
การใช้ประโยชน์:-
อธิบายวิธีการใช้ประโยชน์:

ผีเสื้อช่วยในการผสมเกสร  โดยใช้สีสันความงามของกลีบดอก หรือใช้กลิ่นหอมดึงดูดให้ผีเสื้อเข้ามาตอมและดูดกินน้ำหวานเป็นสิ่งตอบแทน ขณะเดียวกันเกสรดอกไม้ก็จะติดตามแข้งขาหรือลำตัวของผีเสื้อ  เมื่อผีเสื้อบินไปเกาะยังดอกอื่น ก็จะช่วยทำให้เกิดการผสมเกสรขึ้น

อย่างไรก็ตาม ผีเสื้อก็มีส่วนทำลายต้นพืช  เพราะขณะที่ผีเสื้อมีชีวิตอยู่ในขั้นของตัวหนอนก็จะต้องกินใบหรือส่วนอื่น ๆ ของพืช เพื่อการเติบโตเป็นผีเสื้อและแพร่ขยายพันธ์ต่อไป
แหล่งที่พบ:ตำบลวันยาว
ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม:
วงศ์ผีเสื้อหางติ่ง (Family Papilionidae) มี 73 ชนิด

วงศ์ผีเสื้อหนอนกะหล่ำ (Family Pieridae) มี 62 ชนิด

วงศ์ผีเสื้อหนอนใบรัก (Family Danaidae) (หรือวงศ์ย่อยของวงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่) มี 35 ชนิด

วงศ์ผีเสื้อสีตาล (Family Satyridae) (หรือวงศ์ย่อยของวงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่) มี 110 ชนิด

วงศ์ผีเสื้อป่า (Family Amathusiidae) (หรือวงศ์ย่อยของวงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่) มี 33 ชนิด

วงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่ (Family Nymphalidae) มี 212 ชนิด

วงศ์ผีเสื้อหัวแหลม (Family Libytheidae) (หรือวงศ์ย่อยของวงศ์ผีเสื้อขาหน้าพู่) มี 4 ชนิด

วงศ์ผีเสื้อผีเสื้อปีกกึ่งหุบ (Family Riodinidae) (หรือวงศ์ย่อยของวงศ์ผีเสื้อสีน้ำเงิน) มี 25 ชนิด

วงศ์ผีเสื้อสีน้ำเงิน (Family Lycaenidae) มี 426 ชนิด

วงศ์ผีเสื้อบินเร็ว (Family Hesperiidae) มี 311 ชนิด

       รวมแล้วมี 1,291 ชนิด แต่ปัจจุบันจำนวนนี้ก็ไม่ค่อยชัวร์แล้ว เพราะมีฉบับแก้ไขระบุว่าบางชนิดไม่มีประเทศไทย และบางชนิดซ้ำกัน จำนวนชนิด ของผีเสื้อในเมืองไทยที่แท้จริงก็เลยยังไม่ค่อยนิ่งสักเท่าไหร่ คงต้องรอผู้เขียน (Pisuth Ek-Amnuay) พิมพ์เล่มใหม่ออกมาอีกครั้ง เอาเป็นว่าตอนนี้เหมารวมว่าประมาณ 1,300 ชนิดไปก่อนก็แล้วกัน และก็อาจจะมีการพบชนิดใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นอีก

       หลาย ปีก่อนเหล่าบรรดานักล่าผีเสื้อ (ด้วยกล้อง) ก็ตื่นเต้นดีใจที่ได้เจอผีเสื้อชนิดใหม่ของเมืองไทย ที่อุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ตอนนั้นเราเรียกผีเสื้อชนิดนี้ว่า "บิยัคโกะ" ซึ่งเป็นการเรียกตามชื่อวิทยาศาสตร์ Bassarona byakko   ต่อมาเมื่อหนังสือ Butterflies of Thailand ตีพิมพ์ออกมา ได้ให้ชื่อภาษาไทยไว้ว่า "ดุ๊กทุ่งแสลงหลวง" ตามแหล่งที่พบผีเสื้อชนิดนี้กันบ่อยๆ

       อันที่จริงรายงานพบผีเสื้อชนิดนี้ในประเทศไทยเป็นครั้งแรกน่าจะเป็นที่ อุทยานฯ น้ำหนาว ที่พบในปีพ.ศ. 2541 ส่วนที่แสลงหลวงพบหลังจากนั้น น่าจะประมาณปี พ.ศ. 2542-2543 มีการถ่ายภาพได้โดยนักถ่ายภาพผีเสื้อของ "กลุ่มรักษ์ผีเสื้อ" หลายคนและหลายครั้งด้วยกัน และแน่นอนที่สุดว่านี่คือ ผีเสื้อประจำอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง ด้วยเหตุผลที่ว่าเราสามารถเจอผีเสื้อชนิดนี้ที่ทุ่งแสลงหลวงได้บ่อยกว่าที่น้ำหนาว

       อันที่จริงอีกเรื่องหนึ่งก็คือ ผมเห็นว่าชื่อไทยนั้นน่าจะเป็น "มาควิสทุ่งแสลงหลวง" มากกว่าจะเป็น "ดุ๊ก....." เพราะว่าผีเสื้อชนิดนี้อยู่ในสกุลของผีเสื้อมาควิสหลายชนิด คือสกุล Bassarona   เช่น ผีเสื้อมาควิสใหญ่ ผีเสื้อมาควิสแถบตรง ผีเสื้อมาควิสแถบโค้ง เป็นต้น ไม่ใช่ผีเสื้อในสกุล Dophala   ที่มีผีเสื้อดุ๊กหลายชนิดเป็นสมาชิกอยู่

การเจริญเติบโตของผีเสื้อแตกต่างจากบรรดาแมลงชนิดอื่นทั้งหลาย โดยปรากฏเป็นจตุวัฏจักร ดังนี้ คือ

  1. ระยะไข่ (Egg Stage)
  2. ระยะหนอนหรือบุ้ง (Caterpillar Stage หรือ Larva Stage)
  3. ระยะดักแด้ (Pupa Stage หรือ Chrysalis Stage)
  4. ระยะเจริญวัย (Adult Butterfly Stage หรือ Imago Stage)

อนึ่ง มีความเชื่ออย่างแพร่หลายว่าผีเสื้อมีวงจรชีวิตสั้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ผีเสื้อบางพันธุ์อาจมีอายุเพียงหนึ่งสัปดาห์ ในขณะที่บางพันธุ์มีอายุยืนถึงหนึ่งปี โดยส่วนใหญ่จะมีอายุยาวนานในระยะบุ้ง ในขณะที่แมลงชนิดอื่นอาจหยุดการเจริญเติบโตได้ในระยะไข่หรือระยะดักแด้แล้วจึงดำเนินชีวิตต่อไปในฤดูหนาว

 ระยะไข่

ไข่ของผีเสื้อมีลักษณะของขนาด รูปร่าง สีสัน และลวดลายแตกต่างกันไป โดยขนาดของไข่นั้นจะเล็กมาก ดังนั้นจำเป็นต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ในการศึกษาไข่ของผีเสื้อ เปลือกไข่ประกอบด้วยสารไคติน ที่เป็นสารชนิดเดียวกับเปลือกลำตัวของผีเสื้อและแมลงชนิดอื่นๆ และเมื่อมองผ่านกล้องจุลทรรศน์จะพบรูเปิดเล็กๆ เรียกว่า ไมโครพายล์ (micropyle) เป็นรูที่ทำให้น้ำเชื้อตัวผู้เข้าไปผสมกับไข่ของตัวเมียได้

 ระยะหนอน

ระยะที่คนเราเรียกว่า หนอน มีหลากหลายสี หลังจากตัวหนอนฟักออกจากไข่แล้ว ตัวหนอนมีลักษณะที่แตกต่างกัน อาหารอย่างแรกที่ตัวหนอนกินคือ เปลือกไข่ของตัวเอง หลังจากนั้นตัวหนอนจึงเริ่มกินใบพืช โดยเริ่มที่ใบอ่อนก่อน ซึ่งลักษณะการกินของตัวหนอนจะเริ่มจากขอบใบเข้าหากลางใบ และจะมีการลอกคราบเพื่อขยายขนาด 4-5 ครั้ง โดยตลอดระยะเวลาที่เป็นตัวหนอนนี้ มีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น นอกจากขนาดที่ใหญ่ขึ้นแล้ว บางชนิดสีสันและรูปร่างก็แตกต่างกันไปด้วย เช่น หนอนผีเสื้อหางติ่ง หนอนมะนาว ในระยะแรกๆ สีสันก็เหมือนมูลนก แต่เมื่อตัวหนอนโตขึ้นสีสันจะเปลี่ยนไป เป็นสีเขียวมีลวดลายคล้ายตาที่ส่วนอกด้วย เป็นต้น แต่ทั้งหมดมีสิ่งหนึ่งซึ่งทำให้สามารถจำแนกว่าเป็นตัวหนอนผีเสื้อได้คือ ตัวหนอนมีขาจริง 3 คู่ที่ส่วนอก และขาเทียม 4-5 คู่ที่ส่วนท้อง ตัวหนอนทั่วไปมักหากินเดี่ยวๆ แต่ก็มีบางชนิดทีระยะแรกๆ หากินกันเป็นกลุ่ม ในระยะนี้ใช้เวลาทั้งสิ้น 15 วัน แมลงที่ลงทำลายพืชผลทางการเกษตรก็จะเป็นวัยนี้เกือบทั้งสิ้น

 ระยะดักแด้

เมื่อตัวหนอนโตเต็มที่จะต้องมองหาสิ่งที่ที่จะลอกคราบเพื่อเข้าดักแด้ ซึ่งจะไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แต่ภายในเปลือกดักแด้ การพัฒนาต่างๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา เป็นระยะที่มีการสะสมอาหารไว้อย่างเต็มที่ ซึ่งเป็นที่ดึงดูดบรรดาตัวเบียนต่างๆ ตัวหนอนของผีเสื้อแต่ละชนิดจะเลือกที่เข้าดักแด้ต่างกันไป ระยะดักแด้ใช้เวลาประมาณ 7-10 วัน

ระยะเจริญวัย

ระยะเจริญวัยคือผีเสื้อที่มีสีสันสวยงาม เริ่มต้นนับตั้งแต่ออกจากดักแด้ โดยผีเสื้อใช่ขาดันเปลือกดักแด้ให้ปริแตกออก และผีเสื้อที่มีปีกยับยู่ยี่จะออกมา ในลักษณะห้อยหัวลงพร้อมถ่ายของเสียที่เป็นสีชมพูออกมา ในระยะแรกปีกของผีเสื้อยังไม่สามารถแผ่ได้ จำเป็นต้องมีการปั้มของเหลวเรียกว่า ฮีโมลิมพ์ เข้าไปในเส้นปีก และต้องใช้เวลา 1 ชั่วโมงในการทำให้ปีกแข็งพอที่จะใช้ในการบิน ผีเสื้อสามารถอยู่ได้ 2-3 วัน บางชนิดอยู่ได้ 1-2 สัปดาห์ขึ้นอยู่กับชนิดและแต่ละช่วงอายุขัย

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ได้:-
แหล่งที่มาของข้อมูล:http://web.ku.ac.th/schoolnet/snet4/butterfy/butterfy.htm
คำช่วยค้นหา(keyword):-
ผู้บันทึกข้อมูล:วราพร อัทศรี
วันที่บันทึกข้อมูล:7/4/2010 8:32:49 AM
วันที่แก้ไขล่าสุด:7/4/2010 9:22:36 AM
จำนวน view:2969 ครั้ง
สถานะการตรวจสอบ:ยังไม่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง

รูปภาพ:




^ ไปบนสุด