ทรัพยากรชีวภาพพืช

อ้อย

ชื่อท้องถิ่น:อ้อย
ชื่อสามัญ:Sugar Cane
ชื่อวิทยาศาสตร์:Saccharum officinarum L
ชื่อวงศ์:Poaceae (Graminceae)
ลักษณะวิสัย/ประเภท:ไม้ล้มลุก
ลักษณะพืช:ใหญ่ประมาณข้อมือคน ใบยาวเรียว
ปริมาณที่พบ:ปานกลาง
การขยายพันธุ์:-
อธิบายวิธีการเพาะ/ขยายพันธุ์:-
การใช้ประโยชน์/ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์:ประโยชน์โดยตรงก็คือ การนำเอาไปผลิตเป็นน้ำตาลทราย ซึ่งน้ำตาลทรายที่ผลิตแบ่งเป็น น้ำตาลทรายดิบ (ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเป็นน้ำตาลทรายขาว และขาวบริสุทธิ์) น้ำตาลทรายขาว และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ นอกนั้น ก็จะมี น้ำตาลทรายแดง น้ำตาลกรวด น้ำตาลปี๊บ (อาจผลิตจากมะพร้าว) จากกระบวนการผลิตน้ำตาลก็จะมีผลพลอยได้เกิดขึ้นมากมาย เช่น กากอ้อย (ใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิต ทำ Particle Board เพื่อนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า ) กากน้ำตาล ( ใช้ผลิต สุรา เบียร์ ซีอิ๊ว แอลกอฮอล์) Filter Cake (ใช้ผลิตปุ๋ยชีวภาพ) ปัจจุบันกำลังจะมีการนำอ้อยมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทน (EthanolX) นอกจากนี้ ยังสามารถนำผลพลอยได้ไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆอีกมาก ทั้งในด้านเครื่องสำอาง ยาการใช้ประโยชน์โดยตรง
          ๑. ใช้เป็นอาหารมนุษย์   ส่วนของลำต้นที่เก็บน้ำตาลสามารถนำมาเป็นอาหารของมนุษย์ได้เช่นทำเป็นอ้อยควั่น หรือบีบเอาน้ำอ้อยเพื่อบริโภคโดยตรงหรือทำเป็นไอศกรีม เป็นต้น  นอกจากนี้ยังใช้ฃลำต้นประกอบอาหาร เช่น ต้มเค็มปลาได้อีกด้วย
          ๒. ใช้เป็นอาหารสัตว์  ใบ ยอด และส่วนของลำต้นที่ยังอ่อนใช้เป็นอาหารสัตว์ เช่น วัวควายได้โดยตรง แต่ถ้าต้องการให้ได้ผลดีควรใช้วิธีหมักก่อนให้สัตว์กิน โดยใช้ยอดสด ๑๐๐ กิโลกรัมกากน้ำตาล ๕ กิโลกรัม  แอมโมเนียมซัลเฟต ๑ กิโลกรัม และน้ำ ๑ กิโลกรัม
          ๓. ใช้เป็นเชื้อเพลิง ในอนาคตเมื่อเชื้อเพลิงที่ได้จากไม้หายาก  ใบอ้อยแห้ง (trash) อาจจะเป็นแหล่งของพลังงานและเชื้อเพลิงที่สำคัญ ทั้งนี้เพราะใบอ้อยแห้งให้พลังงานค่อนข้างสูงมาก  กล่าวกันว่าคุณค่าของพลังงานที่ได้จากใบอ้อยแห้งของอ้อยที่ให้ผลผลิตไร่ละ  ๑๖  ตัน นั้นเพียงพอสำหรับรถแทรกเตอร์ขนาดกลางทำงานได้ถึง ๘๐ ชั่วโมง ในปัจจุบันใบอ้อยแห้งถูกเผาทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
          ๔. ใช้เป็นวัตถุคลุมดินหรือบำรุงดิน  ใบอ้อยแห้งเมื่อใช้คลุมดินจะช่วยรักษาความชื้นและป้องกันวัชพืชด้วย ในขณะเดียวกันก็จะกลายเป็นอาหารของจุลินทรีย์ต่างๆ  ซึ่งบางพวกสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศได้  ทำให้ไนโตรเจนในดินเพิ่มขึ้นอันเป็นผลดีแก่อ้อย  นอกจากนี้รากและเหง้าที่อยู่ในดินเมื่อเน่าเปื่อยผุพังก็จะเป็นปุ๋ยแก่ดินนั้นต่อไป

รักษาโรค อุตสาหกรรมพลาสติกการใช้ประโยชน์ผลพลอยได้
          ก. ชานอ้อย  หมายถึงส่วนของลำต้นอ้อยที่หีบเอาน้ำอ้อยหรือน้ำตาลออกแล้ว   มีส่วนประกอบอย่างหยาบๆ  คิดเป็นค่าร้อยละโดยน้ำหนักของชานอ้อยเปียก (ความชื้นร้อยละ ๔๘)  คือ ชานอ้อยหรือไฟเบอร์ (fiber) ๔๘.๕%  น้ำ ๔๘.๐%  น้ำตาล ๓.๐% และสารประกอบอื่นๆ นอกจากที่กล่าวแล้ว ๐.๕% ชานอ้อยใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง
           ๑. ใช้เป็นเชื้อเพลิง  สำหรับผลิตไอน้ำและกระแสไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงงานน้ำตาลนั่นเองชานอ้อยสามารถใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิง (fuel oil)ได้ดี ชานอ้อยที่มีความชื้นร้อยละ ๕๐ หนัก ๓ ตันเมื่อเผาจะให้พลังงานไล่เลี่ยกับน้ำมันเชื้อเพลิงหนัก
๑ ตัน
           ๒. ใช้ผลิตวัสดุก่อสร้างโดยอาศัยกาว เช่นอัดเป็นแผ่น (particle board)  ไม้อัดผิวเส้นใย(fiber-overlaid plywood) และแผ่นกันความร้อน  (insulating board) เป็นต้น
          ๓. ใช้ผลิตเยื่อกระดาษ (pulp) และกระดาษชนิดต่างๆ ชานอ้อยส่วนใหญ่ประกอบด้วย ลิกนิน (lignin) และมีเซลลูโลสอยู่บ้างเล็กน้อย  ไฟเบอร์ของชานอ้อยค่อนข้างสั้น คือ มีความยาวเฉลี่ยเพียง ๑.๔ มิลลิเมตร เท่านั้น ในขณะที่เยื่อใยของไม้ไผ่เฉลี่ย ๒.๕-๔.๐ มิลลิเมตร
           ๔. ใช้เป็นอาหารสัตว์  ชานอ้อยถ้าให้สัตว์กินโดยตรงมักจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับรสชาติ  การย่อยของสัตว์   ตลอดจนมีอัตราส่วนต่ำระหว่างอาหารที่สัตว์กินกับน้ำหนักตัวที่เพิ่ม  วิธีที่ดีก็คือนำมาหมัก ก่อนที่จะให้สัตว์กิน  วัสดุที่หมักประกอบด้วยชานอ้อย  ๑  ตัน (ความชื้นร้อยละ ๕๕๓) โซเดียมไฮดรอกไซด์  ร้อยละ ๕ ของน้ำหนักแห้ง  กากน้ำตาลร้อยละ ๑๕  ยูเรียร้อยละ ๐.๘  และข้าวโพดร้อยละ ๑๒ โดยน้ำหนัก ผสมแล้วทำให้มีความชื้นประมาณร้อยละ ๖๐ หมักไว้ ๔-๖ สัปดาห์ จึงให้สัตว์กิน
          ๕. ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมผลิต furfural, furfuryl alcohol และ xylitol
          ๖. ใช้ทำปุ๋ยหมัก  โดยหมักร่วมกับปุ๋ยคอกกากตะกอน หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์  นอกจากนี้ยังใช้ปูคอกสัตว์เพื่อรองรับมูลสัตว์ และทำปุ๋ยหมักต่อไป
           ๗. ใช้เป็นวัตถุคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นของดินและป้องกันวัชพืช

          ข. กากตะกอนหรือขี้ตะกอน
  หมายถึงสิ่งเจือปนที่เป็นของแข็งที่ไม่ละลายน้ำอยู่ในน้ำอ้อย  สิ่งเจือปนเหล่านี้จะถูกขจัดออกไปจากน้ำอ้อยในขบวนการทำใส (clarification)  กากตะกอนโดยทั่วไปมีลักษณะป่นเป็นชิ้นเล็กๆ สีเทาเข้ม  ส่วนประกอบ
ของกากตะกอนไม่ค่อยแน่นอน  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพและความสะอาดของอ้อย ตลอดจนกรรมวิธีการผลิตของโรงงานนั้นด้วย  กากตะกอนส่วนใหญ่มีน้ำประมาณร้อยละ ๗๐ โดยน้ำหนัก ในส่วนที่เป็นของแข็งเป็นพวกสารอินทรีย์ที่ได้จากอ้อยและดินรวมทั้งมีไขปนอยู่ด้วย  นอกจากนี้ก็มีน้ำตาลละลายอยู่บ้าง การใช้ประโยชน์ของกากตะกอนมีดังนี้
          ๑. ใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดินได้ดี  จากการวิเคราะห์กากตะกอนเพื่อใช้เป็นปุ๋ย  ปรากฏว่ามีไนโตรเจน ร้อยละ ๑.๙๘  กรดฟอสฟอริกร้อยละ ๒.๕๖  และโพแทชร้อยละ ๐.๒๘  โดยน้ำหนักแห้ง  นอกจากนี้ก็มีธาตุอาหารอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืชอยู่ด้วย ข้อควรระวังในการใช้กากตะกอนทำปุ๋ยก็คือ ต้องไม่ใส่มากเกินไป  เพราะจะทำให้เกิดความร้อนเนื่องจากการสลายตัวยังไม่สมบูรณ์  นอกจากนี้ต้องระวังเชื้อราที่ติดมาด้วย  เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอาจใช้วิธีหมักโดยกองไว้ในร่มให้ความชื้นพอเหมาะ  คลุมด้วยพลาสติก  ผ้าใบหรือกระสอบเก่าเพื่อให้สลายตัวโดยสมบูรณ์   กากตะกอนที่สลายตัวดีแล้วจะเย็น  การหมักอาจใช้เวลาประมาณ ๓-๔ เดือน
          ๒. ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตไข  ประมาณครึ่งหนึ่งของไขที่มีอยู่บนต้นอ้อย จะปะปนอยู่ในกากตะกอน  ประมาณกันว่าทุกๆ  ตันของอ้อยที่เข้าหีบจะให้ไขประมาณ  ๔๕๐ กรัม   ตัวเลขดังกล่าวแตกต่างกันไปตามพันธุ์อ้อยและบริเวณที่ปลูก  ไขที่ได้จากอ้อยสามารถนำไปใช้ในอุตสาหกรรมหลายอย่าง เช่น อุตสาหกรรมผลิตสารขัดเงา  ผลิตหมึกสำหรับกระดาษคาร์บอน และผลิตลิปสติก เป็นต้น

          ค. กากน้ำตาล  คือของเหลวมีลักษณะเป็นน้ำเชื่อมสีน้ำตาลเข้ม ของเหลวนี้จะถูกแยกออกจากเกล็ดน้ำตาลโดยวิธีปั่น (centrifuge)  ส่วนประกอบของกากน้ำตาลแตกต่างกันไปตามโรงงาน  อย่างไรก็ดีส่วนประกอบโดยประมาณคิดเป็นร้อยละตามน้ำหนักของกากน้ำตาลมีดังนี้ คือ 
          (๑) น้ำ ๑๗-๒๕
          (๒) น้ำตาลซูโครส ๓๐-๔๐  น้ำตาลกลูโคส ๔-๙ น้ำตาลฟรักโทส ๕-๑๒  นอกจากนั้นก็มีสารประกอบคาร์โบไฮเดรตอื่นๆ  สารประกอบไนโตรเจน  กรดต่างๆ  วิตามิน ไข และแร่ธาตุต่างๆ  อีกเป็นจำนวนมาก  ดังนั้นกากน้ำตาลจึงใช้ประโยชน์ได้กว้างขวางกว่าผลพลอยได้ชนิดอื่นๆ ทั้งหมด  ประโยชน์ที่ได้จากกากน้ำตาลมีมากมาย เช่น ใช้ทำปุ๋ย ใช้เลี้ยงสัตว์ใช้ผลิตอัลกอฮอล์  ใช้ในอุตสาหกรรมยีสต์  ใช้ทำผงชูรส และใช้ทำกรดน้ำส้ม เป็นต้น  แม้ว่าจะใช้ประโยชน์ได้กว้างขวาง แต่ก็ปรากฏว่ากากน้ำตาล ส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ ๒ ประการ คือ (๑) ใช้เป็นอาหารสัตว์ และ (๒) ใช้ผลิตอัลกอฮอล์
                    ๑. ใช้เป็นอาหารสัตว์  กากน้ำตาลมีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะใช้เป็นอาหารสำหรับสัตว์เคี้ยวเอื้อง(ruminant) เช่น โค กระบือ แพะ ฯลฯ ทั้งนี้เพราะว่ากากน้ำตาลนอกจากจะช่วยเพิ่มรสชาติแก่อาหารแล้ว ยังช่วยกระตุ้นการทำงานของบัคเตรีในกระเพาะซึ่งจะช่วยย่อยอาหารหยาบ เช่น ยอดอ้อย ฟางข้าว  และแม้กระทั่งชานอ้อย ทำให้สัตว์พวกนี้ใช้ ประโยชน์จากอาหารดังกล่าวได้มากขึ้น ในกรณีที่ใช้ชานอ้อยเป็นอาหารหยาบอาจใช้สูตร คิดเป็นร้อยละดังนี้  คือ กากน้ำตาล ๗๔  ชานอ้อย ๑๔  กากถั่วลิสง ๘  ยูเรีย ๒ ไดแคลเซียมฟอสเฟต ๑๕ และโซเดียมคลอไรด์ ๐.๕ 
                    ๒. ใช้ผลิตอัลกอฮอล์  การผลิตอัลกอฮอล์ฃจากกากน้ำตาลกระทำได้โดยนำเอากากน้ำตาลมาทำให้เจือจางด้วยน้ำ  แล้วหมักโดยอาศัยเชื้อยีสต์พวก Saccharomyces cerevisiae  เปลี่ยนน้ำตาลไปเป็นอัลกอฮอล์  จากนั้นก็นำมากลั่นแยกอัลกอฮอล์ออก ซึ่งจะได้อัลกอฮอล์ที่มีความบริสุทธ์ประมาณ ๙๕%ปริมาณอัลกอฮอล์ที่ได้แตกต่างกันไปตามคุณภาพของกากน้ำตาล  ตลอดจนกรรมวิธีการผลิตอัลกอฮอล์ของโรงงานนั้น โดยทั่วไปกากน้ำตาลหนัก ๑ ตันจะให้อัลกอฮอล์ประมาณ ๓๔๐ ลิตร กากน้ำตาลที่ผลิตได้ในประเทศไทยส่วนใหญ่ส่งออกจำหน่ายต่างประเทศ  หากได้นำมาใช้ประโยชน์โดยเฉพาะใช้ผลิตอัลกอฮอล์ ก็จะได้ประโยชน์มากกว่าการส่งเป็นสินค้าออก อนาคตของอัลกอฮอล์กำลังสดใสขึ้นโดยลำดับ  เพราะสามารถใช้ทดแทนพลังงานที่ได้จากน้ำมัน (fossil oils) ซึ่งนับวันจะหายาก และมีราคาแพงขึ้นทุกที อัลกอฮอล์เป็นพลังงานที่ทำให้มีขึ้นได้ในเวลาอันสั้น  โดยอาศัยวัตถุดิบคือน้ำตาลซึ่งได้จากพืชโดยเฉพาะอ้อยนั่นเอง
แหล่งที่พบ:-
ข้อมูลอื่นๆเพิ่มเติม:

แหล่งกำเนิด

            แหล่งกำเนิดดั้งเดิมของอ้อยอยู่ในนิวกีนี  ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ในมหาสุมทรแปซิฟิก  มีหลักฐานยืนยันว่าชาวพื้นเมืองของเกาะนี้ปลูกอ้อยไว้ในสวนสำหรับเคี้ยวกินเล่นมาตั้งแต่สมัยโบราญ  นักพฤกษศาสตร์ในยุคหลัง ๆ  ได้สันนิษฐานตรงกันว่า Saccharum officinarum L.  นี้มีกำเนิดจากเกาะนิวกีนีอย่างแน่นอน  และเชื่อว่าอ้อยพันธุ์ดั้งเดิมนี้เป็นอ้อยที่เรียกขานกันต่อมาว่า อ้อยมีตระกูล” (noble canes)  และนอกจากนั้น  อ้อยมีตระกูล  นี้ยังมีพืชในสกุลเดียวกัน คือ  อ้อและแขม

            ในโลกนี้มีพืชสกุลเดียวกับอ้อยมากกว่า 7 ชนิด  นักพฤกษศาสตร์ชาวอินเดียกล่าวว่าอ้อยอีกชนิดหนึ่งมีชื่อว่า  S.barberi  นั้นมีพื้นเพดั้งเดิมเกิดอยู่ในทางตอนเหนือของอินเดีย  แล้วถูกนำไปปลูกในประเทศจีนในราว 250 ปีก่อนพุทธกาล  ภาษาสันสกฤตเรียกอ้อยว่า “Shakkara”  ซึ่งพ้องหรือใกล้เคียงกับภาษาลาตินว่า  Saccharum  และมีความหมายว่า  พืชใหม่จากทางตะวันออก  นั่นแสดงว่าแหล่งกำเนิดของอ้อยนั้นอยู่ทางทิศตะวันออกของอินเดีย

            ในราว ค.ศ. 1853 มีนักวิทยาศาสตร์หลายคณะ  ที่สนใจในแหล่งกำเนิดของอ้อยได้เดินทางไปแสวงหาข้อเท็จจริงที่เกาะนิวกีนี  และได้พบหลักฐานทั้งด้านพฤกษศาสตร์  ประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ว่า  S.officinarum L.  มีแหล่งกำเนิดที่เกาะนั้น

            การแพร่พันธุ์ของอ้อยจากเกาะนิวกีนีนั้น  เกิดจากการอพยพของคนในสมัยโบราณสันนิษฐานว่าอ้อยกระจายออกจากนิวกีนีไป 3 ทาง  คือ  เริ่มแรกอ้อยถูกนำไปที่เกาะโซโลมอน  เกาะนิวเฮบริติส  และเกาะนิวคาลิโดเนีย  ซึ่งอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของออสเตรเลียประมาณ 8,000 ปีก่อนคริสตกาล  อีกทางหนึ่งอ้อยถูกนำไปทางทิศตะวันตก  ไปสู่อินโดนีเซีย  ฟิลิปปินส์และในที่สุดไปสู่ด้านเหนือของอินเดียในราวประมาณ 6,000 ปีก่อนคริสตกาล  ทางที่สามคาดว่าอ้อยถูกนำไปสู่เกาะทางทิศตะวันออกของหมู่เกาะไซโลมอน  ซึ่งได้แก่เกาะฟิจิ  ตองกา  ซามัว  เกาะคุก  หมู่เกาะมาร์คีซาส์  เกาะโซไซตี  เกาะอีสเตอร์  และฮาวาย  รวมทั้งเกาะเล็กเกาะน้อยในมหาสมุทรแปซิฟิก

            อเล็กซานเดอร์มหาราชได้นำอ้อยจากอินเดียไปสู่มาซีโดเนียในราว ค.ศ. 218  ในสมัยพุทธกาลอ้อยอาจถูกนำไปสู่เปอร์เซีย  อราเบีย  อียิปต์  หลังจากนั้นมาอ้อยก็ไปถึงสเปญ  มาไดรา  (Madeira)  หมู่เกาะคานารีและเซาโตเม  ทั้งนี้อาจเป็นไปโดยการจงใจดังเช่นในการเดินทางไปอเมริการครั้งที่ 2  ของโคลัมบัสในปี ค.ศ. 1493  และภายหลังก็มีการนำไปอีกโดยนักเผชิญโชคทางเรือในศตวรรษที่ 18 และ 19  นอกจากโคลัมบัสแล้วยังมีนักเดินเรือผู้อื่นอีกที่นำอ้อยไปแพร่หลาย  โดยอาศัยประโยชน์ใช้เป็นอาหารในระหว่างเดินเรือได้  ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ 16  นักเดินเรือล่าเมืองขึ้นเป็นผู้นำอ้อยไปสู่แถบศูนย์สูตรโลก

 อ้อยในประเทศไทย

            อ้อยเป็นพืชที่มีความสำคัญที่ชาวไทยนำมาใช้ในพิธีต่าง ๆ  มาแต่โบราณกาลไม่ว่างานเทศกาลหรือพิธีมงคลต่าง ๆ  เช่น  แต่งงาน  โกนจุก  ขึ้นบ้านใหม่ หรือเทศน์มหาชาติ  สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คืออ้อย  ในงานหมั้นหรือแต่งงานก็มีต้นอ้อยแห่มากับขบวนขันหมาก  และนำมาผูกที่ประตูบ้านเจ้าสาว  ในการไหว้พระจันทร์ของชาวจีนก็ใช้อ้อยประดับทำซุ้ม  ในพิธีต่าง ๆ  ที่ต้องมีมณฑปพิธีตั้งราชวัติฉัตรธง  ก็จะต้องประดับประดาด้วยอ้อย  รวมทั้งกล้วย  มะพร้าวต่าง ๆ  ด้วย

            ในตำรับยาแผนโบราณใช้อ้อยแดงมาต้มกับเครื่องยาอื่น  ที่เรียกว่าอ้อยแดงก็เพราะมีเปลือกสีแดงจนเกือบดำ  บางครั้งจึงมีผู้เรียกว่าอ้อยดำหรืออ้อยขม เนื่องจากตาและเปลือกมีรสขม

 

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ได้:-
แหล่งที่มาของข้อมูล:-
คำช่วยค้นหา(keyword):-
ผู้บันทึกข้อมูล:ศิริพร บุญรักษา
วันที่บันทึกข้อมูล:7/3/2010 5:08:08 PM
วันที่แก้ไขล่าสุด:-
จำนวน view:4605 ครั้ง
สถานะการตรวจสอบ:ยังไม่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง

รูปภาพ:




^ ไปบนสุด