BEDO จับมือภาคีจังหวัดสกลนคร เปิดตัวโครงการ สํารวจความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าจากป่าครอบครัว หวังเกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ จากความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น

ข่าวและกิจกรรม

12 มิถุนายน 2561

118

BEDO จับมือภาคีจังหวัดสกลนคร เปิดตัวโครงการ สํารวจความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าจากป่าครอบครัว หวังเกิดการพัฒนาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ จากความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น

วันที่ 7 มิถุนายน 2561 นางจุฬารัตน์ นิรัติศยกุล ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ พร้อมด้วยผู้บริหารสํานักงาน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร พร้อมทั้งภาคีเครือข่ายความร่วมมือระดับจังหวัดและองค์กรปกครองท้องถิ่น เปิดตัวโครงการสํารวจความหลากหลายทางชีวภาพเพื่อเพิ่มมูลค่าจากป่าครอบครัวจังหวัดสกลนคร พร้อมจัดฝึกอบรมปฏิบัติการเรื่อง “การเก็บบันทึกข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่น 

และการบริหารจัดการเรื่องการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์ ป่าครอบครัว”      


นางจุฬารัตน์ นิรัติศยกุล กล่าวว่า สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ เบโด้ ( BEDO ) เป็นหน่วยงานสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ดําเนินการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนและเกิดการอนุรักษ์ควบคู่กันไป ทั้งนี้  “ ป่าครอบครัว ” เป็นต้นทางสําคัญของการสร้างเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น โดย “ป่าครอบครัว คือ การสร้างระบบนิเวศป่าในพื้นที่กรรมสิทธิ์ของบุคคล มีการปลูกพืชพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตเพื่อปัจจัยสี่ รวมทั้ง เป็นแหล่งรวบรวมความหลากหลายทางชีวภาพ อาทิ พันธุกรรมพืชพื้นถิ่น” ยิ่งกว่านั้น รัฐบาล ได้ประกาศให้ “เศรษฐกิจชีวภาพ ( Bio Economy)” เป็น “เศรษฐกิจอนาคต ” และเป็นวาระการปฏิรูปที่สําคัญและเร่งด่วนของประเทศ ที่ให้ความสําคัญใน 2 ประเด็นควบคู่กัน คือ (1) การใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนและเป็นธรรม และ (2) การอนุรักษ์ 


ในการนี้ การพัฒนา “สมุนไพร” เพื่อการใช้ประโยชน์โดยชุมชนท้องถิ่น และพร้อมต่อยอดพัฒนาให้เป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร จะเป็นรูปธรรมเร่งด่วนของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ ด้วยเหตุนี้ สํานักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือเบโด้ ร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือ ไบโอเทค สํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้จัดทําโครงการต้นแบบการศึกษา สํารวจและวิจัย พืชสมุนไพร เพื่อการอนุรักษ์ วิจัยและใช้ประโยชน์ ภายใต้โครงการธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติ หรือ National BioBank เพื่อการอนุรักษ์ วิจัยและใช้ประโยชน์ ซึ่งมีวัตถุประสงค์  “เพื่อพัฒนาธนาคารโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในการเก็บรักษาทรัพยากรชีวภาพเพื่อการอนุรักษ์และส่งเสริมการวิจัย พัฒนา สร้างมูลค่าเพิ่ม และใช้ประโยชน์ทรัพยากรชีวภาพ รวมทั้ง เป็นการสร้างความมั่นคงในการคุ้มครองสินทรัพย์ชีวภาพของชาติ ซึ่งเป็นฐานรากสําคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพที่จะนําไปสู่ความมั่งคั่งและความยั่งยืนของประเทศต่อไป ”.และได้จับมือกับเครือข่ายป่าครอบครัวจังหวัดสกลนครดําเนินโครงการดังกล่าว โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อสํารวจ รวบรวม พืชสมุนไพรที่สําคัญ และมีศักยภาพในทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นต้นแบบ หรือ Best practice สําหรับการขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อไป นอกจากนี้ เบโด้ จะดําเนินการพัฒนาพื้นที่ของชุมชนในรูปแบบของธนาคารความหลากหลายทางชีวภาพระดับชุมชน (Community  Biodiversity  Bio Bank) เพื่อทําหน้าที่ในการเก็บรวบรวมทรัพยากรชีวภาพ เก็บรักษาทรัพยากรชีวภาพท้องถิ่นทําให้เกิดการอนุรักษ์ทรัพยากรชีวภาพนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และเมื่อมีการศึกษาวิจัย พัฒนาไปสู่การใช้ประโยชน์จะมีการนําส่งเพื่อการเก็บรักษา ณ ธนาคารทรัพยากรชีวภาพแห่งชาติต่อไป อนึ่ง ในการดําเนินโครงการฯ เบโด้คํานึงถึงการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรชีวภาพ โดยให้สิทธิและความคุ้มครองแก่หน่วยงาน หรือชุมชนท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เบโด้ เข้าไปดําเนินการศึกษา เก็บข้อมูล 


รวมทั้ง จะมีการขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ของสังคม การสื่อสารอย่างเป็นระบบ กว้างขวางและต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้าใจ ความตระหนักร่วมกันของทุกส่วนในสังคมเรื่องการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์จากการใช้ทรัพยากรชีวภาพ  ก่อให้เกิดความร่วมมือและสร้างพลังทางสังคมไปพร้อมกัน  จังหวัดสกลนคร เป็นพื้นที่เป้าหมายของการดําเนินโครงการต้นแบบ โดยการดําเนินงานจะมีความเชื่อมโยงตั้งแต่การสํารวจค้นหาความหลากหลายทางชีวภาพ นํามาตรวจสอบยืนยันทางด้านดีเอ็นเอและเก็บรักษาดีเอ็นเอนั้นไว้เพื่อเป็นข้อพิสูจน์ยืนยันว่าทรัพยากรนั้น มีแหล่งกําเนิดและค้นพบในชุมชนท้องถิ่น โดยนําเอาหลักกฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์เข้า มีเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชนในโครงการนั้นรู้จักหวงแหนและป้องกันการฉกฉวยทรัพยากรของบ้านตนเองในอนาคต ซึ่งการดําเนินงานเรามีพันธมิตรอย่ามหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทุกด้านที่จะสนับสนุนใหญเกิดการพัฒนาตรงนี้ได้ จึงนับเป็นความยินดีอย่างยิ่งที่ทางจังหวัดสกลนครได้มองเห็นความสําคัญและสนับสนุนการทํางานของสํานักงาน  


ผศ.พิเชษฐ์ เวชวิฐาน หัวหน้าโครงการวิจัย กล่าวว่า โครงการที่ เบโด้ ได้ดําเนินการในพื้นที่ป่าครอบครัวจังหวัดสกลนครนั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาท้องถิ่น โดยเฉพาะการพัฒนาให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ เกิดการบริหารจัดการองค์ความรู้ของชุมชนมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ ที่มีเอกลักษณ์ และถ่ายทอดให้แก่ชุมชนด้วยกัน ซึ่งทางมหาวิทยาลัยและภาคีเครือข่ายในจังหวัดเห็นความสําคัญและให้การสนับสนุน โดยมุ่งหวังว่าโครงการดังกล่าวจะเห็นผลลัพธ์ของจังหวัดสกลนครเนื่องจากจังหวัดสกลนคร มี 18 อําเภอ 125 ตําบล 1194 หมู่บ้าน มีความอุดมสมบูรณ์ และมีสภาพภูมิอากาศที่เหมาะในการทํากสิกรรม มีธรรมชาติที่เป็นแหล่งพันธุกรรมของพืชท้องถิ่น ล้วนเป็นพืชที่มีประโยชน์ที่ด้านอาหารสุขภาพและยาสมุนไพร มีเทือกเขาภูพานกินอาณาเขตหลายอําเภอ มีทะเลสาบน้ำจืดหนองหารขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของประเทศ และมีแหล่งน้ำใหญ่น้อยกระจายอยู่ทั่วทั้งจังหวัด มีความอุดมสมบูรณ์เป็นแหล่งอาหารและธรรมชาติอินทรีย์ของภูมิภาค และรัฐบาลก็มีนโยบายให้จังหวัดสกลนครดําเนินงานโครงการ “เมืองสมุนไพรต้นแบบ” และบริษัทประชารัฐ รักสามัคคี สกลนคร ร่วมกับเครือข่ายคนดีเมืองสกล ได้ขับเคลื่อน “ป่าเศรษฐกิจครอบครัว” ให้เป็นแหล่งในการเก็บเกี่ยวอาหารธรรมชาติ และสมุนไพร รวมทั้งสิ่งแวดล้อมเพื่อการดํารงชีพของชาวสกลนคร  เกิดการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน มีการพัฒนาโดยอาศัยเทคโนโลยีหรือความรู้จากมหาวิทยาลัยมาพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นโดยมีการคงเอกลักษณ์ของชุมชน   


นางจุฬารัตน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพของโลกในปี 2050 เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มและใช้ประโยชน์ จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน หากแต่ในปัจจุบัน แม้ประเทศไทยจะมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง แต่ปัญหาที่พบ คือ “เราไม่ทราบว่ามี ความหลากหลายทางชีวภาพอะไร จํานวนเท่าใด อยู่ที่ไหน และใช้ประโยชน์อยย่างไร” ซึ่งนั่นทําให้ประเทศไทยยังไม่สามารถนําความหลากหลายทางชีวภาพมาสร้างความได้เปรียบเชิงแข่งขันได้ ประเทศไทยจะต้องเร่งดําเนินการ 4 เรื่องเพื่อสร้างความสามารถทางการแข่งขันในเศรษฐกิจชีวภาพ คือ 


(1) สํารวจสถานะความหลากหลายทางชีวภาพของไทยว่ามีอะไรบ้าง มีจํานวนเท่าใด อยู่ที่ใด และใช้ประโยชน์อย่างไร 

(2) จัดทําระบบฐานข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ 

(3) ศึกษาวิจัยกระบวนการพัฒนาและใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ  และ 

(4) ชุมชนได้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพ 


อย่างไรก็ตาม ทั้ง 4 เรื่องจําเป็นต้องดําเนินการควบคู่กับการจัดทํากฎหมายว่าด้วยการเข้าถึงและแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ยิ่งกว่านั้น จากเป้าหมายการพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 ที่เน้นการนํา  “ความหลากหลายทางชีวภาพ” และ “ความหลากหลายทางวัฒนธรรม” มาสร้างความได้เปรียบในเชิงแข่งขันนั้น เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากอยู่ติดกับฐานทรัพยากรและมีสถานะที่เป็นเจ้าของความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญา  ดังนั้นจึงจําเป็นที่จะต้องนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาต่อยอดในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ความหลากหลายทางชีวภาพ รวมทั้งเป็นเครื่องมือและกลไก สําคัญในการสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจฐานราก ขณะเดียวกันยังเป็นกลไกสําคัญที่นําไปสู่ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ  ( Biodiversity based economy  as a Conservation tool)  และจะช่วยให้มีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน รวมทั้งสร้างการกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม และนําไปสู่การสร้างความสามารถในการแข่งขัน